8 กลยุทธ์การเทรดยอดนิยมสำหรับปี 2026: แบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

📅 26.01.2026 👤 Steve Miley

อัปเดตเมื่อเดือนมกราคม 2026 โดย Syed Maaz Asghar.

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ในการเทรดหรือมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว การเลือกกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมอาจทำให้รู้สึกสับสนได้ คุณอาจกำลังมองหาวิธีที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น พยายามทำความเข้าใจแนวคิดการเทรดขั้นสูง หรือเพียงแค่ต้องการแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายและสไตล์การเทรดของคุณ

กำลังมองหากลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสำหรับมือใหม่อยู่หรือไม่?
คุณกำลังค้นหากลยุทธ์การเทรดแบบเฉพาะเจาะจงอยู่หรือเปล่า?
กำลังเรียนรู้แนวคิดการเทรดขั้นสูงอยู่หรือไม่?
เคยลองมาหลายวิธีแล้วและต้องการค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรือไม่?

ในบทความนี้ เรานำเสนอกลยุทธ์การเทรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด พร้อมอธิบายว่าทั้งนักเทรดมือใหม่และนักเทรดที่มีประสบการณ์สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร

อาจกล่าวได้ว่ามีกลยุทธ์การเทรดมากพอ ๆ กับจำนวนนักเทรดแต่ละคน นักเทรดทุกคนมีแนวทางและลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวทางการเทรดในภาพรวมบางรูปแบบที่ได้รับความนิยมตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิธีการเหล่านี้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วและยังคงถูกใช้โดยนักเทรดทั่วโลก มาทำความรู้จักกับแนวทางการเทรดที่แตกต่างกันเหล่านี้ และค้นพบกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

สารบัญ

กลยุทธ์การเทรดคืออะไร?

กลยุทธ์การเทรดคือแนวทางเชิงระบบที่นักเทรดใช้ในการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลในตลาดการเงิน เป็นขั้นตอนที่ชัดเจนทีละขั้น ซึ่งช่วยให้นักเทรดสามารถคว้าโอกาสจากความผันผวนของตลาดและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การเทรดสามารถเป็นแบบระยะสั้นหรือระยะยาว ขึ้นอยู่กับกรอบเวลาของการเทรด และมักจะเกี่ยวข้องกับการกำหนด:

การใช้กลยุทธ์การเทรดช่วยให้นักเทรดสามารถตัดสินใจได้ว่า ควรซื้อหรือขายเมื่อใด ควรเทรดด้วยปริมาณเท่าใด และจะป้องกันตนเองจากการขาดทุนครั้งใหญ่ได้อย่างไร

Position Trading คืออะไร และมือใหม่ใช้อย่างไร?

Position Trading เป็นกลยุทธ์การเทรดระยะยาวที่นักเทรดจะถือออเดอร์ไว้เป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ เพื่อเก็บกำไรจากแนวโน้มหลักของตลาด เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ไม่ต้องการเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา และชอบแนวทางการเทรดเชิงกลยุทธ์ที่มองภาพรวมระยะยาว

Position Trading เกี่ยวข้องกับการเปิดออเดอร์ตามแนวโน้มหลักของตลาด ภายในกรอบเวลาระยะสั้นถึงระยะกลาง ซึ่งมักพิจารณาจากกราฟรายวัน (Daily chart) ตามคำเปรียบเทียบยอดนิยมในวงการเทรดว่า “เทรนด์คือเพื่อนของคุณ” (The trend is your friend)

แม้จะมีหลายวิธีในการนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ แต่หลักการสำคัญคือการถือออเดอร์เป็นเวลาหลายวันหรือแม้แต่หลายสัปดาห์ กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวและแนวโน้มขนาดใหญ่ของตลาด

ข้อดีของ Position Trading:

  • Position Trading ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา ทำให้เกิดความเครียดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลยุทธ์ระยะสั้น
  • การมองภาพรวมของตลาดช่วยให้นักเทรดสามารถจับแนวโน้มใหญ่ได้ และมีโอกาสสร้างกำไรที่มีนัยสำคัญ
  • นักเทรดสาย Position จะไม่ถูกรบกวนด้วยความผันผวนรายวันของตลาด ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างสุขุมและมีเหตุผลมากขึ้น

ข้อเสียของ Position Trading:

  • การเทรดแบบ Position อาจต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเห็นผลลัพธ์ และการนำเงินไปผูกไว้กับออเดอร์เป็นเวลานานอาจไม่เหมาะกับทุกคน
  • ความผันผวนระยะสั้นที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากกราฟรายวัน อาจส่งผลกระทบต่อนักเทรดโดยที่พวกเขาไม่ทันสังเกต
  • Position Trading ยังอาจหมายถึงการต้องถือออเดอร์ที่ขาดทุนไว้นานขึ้น หากแนวโน้มตลาดสวนทางกับมุมมองของคุณ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุนที่มากขึ้นได้

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): เหมาะที่สุดสำหรับหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และคริปโตเคอร์เรนซีหลักที่มีแนวโน้มระยะยาวชัดเจน

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): ประมาณ 1–3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติดตามสถานะการเทรด

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ระดับกลางถึงขั้นสูง

Swing Trading คืออะไร และทำไมนักเทรดถึงชื่นชอบ?

Swing Trading คือการเทรดที่มุ่งทำกำไรจาก “การแกว่งตัว” ของราคาในระยะสั้น ตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึงหลายสัปดาห์ โดยเป็นรูปแบบการเทรดที่ผสมผสานระหว่างความกระตือรือร้นและความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับนักเทรดพาร์ทไทม์

Swing Trading มีลักษณะคล้ายกับ Position Trading แต่แตกต่างกันตรงที่นักเทรดสาย Swing จะมองหาโอกาสจากการแกว่งตัวของราคาได้ทั้งขาขึ้นและขาลงภายในแนวโน้มหลัก โดยทั่วไป Swing Trading จะเป็นการเทรดระยะสั้น มากกว่ากรอบเวลาระยะกลางหรือระยะยาว

โดยปกติ นักเทรดสาย Swing จะถือมุมมองและสถานะการเทรดไว้ประมาณสองสามวัน หรือราว 1–2 สัปดาห์ ทั้งนักเทรดสาย Position และ Swing มักใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น การเทรดตามเทรนด์ (Trend trading) การเทรดสวนเทรนด์ (Counter-trend trading) การเทรดตามโมเมนตัม (Momentum trading) หรือการเทรดแบบเบรกเอาท์ (Breakout trading)

ข้อดีของ Swing Trading:

  • เป็นการเทรดที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Day Trading ระยะสั้นและการลงทุนระยะยาว ทำให้นักเทรดสามารถจับการเคลื่อนไหวของราคาได้ในช่วงไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์
  • ด้วยการมุ่งจับ “จังหวะการแกว่งตัว” ภายในแนวโน้มตลาด นักเทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งจากขาขึ้นและขาลงของราคา
  • Swing Trading ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลาเหมือน Day Trading ช่วยลดความกดดัน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่มีงานประจำหรือภารกิจอื่น ๆ ในชีวิต

ข้อเสียของ Swing Trading:

  • การถือออเดอร์ข้ามคืนเป็นเวลาหลายวัน ทำให้นักเทรดเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดและราคาเปิดกระโดด (Gap) ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุนโดยไม่คาดคิด
  • นักเทรดสาย Swing อาจไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของราคาทุกจังหวะระยะสั้นได้ ทำให้พลาดโอกาสจากความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในกรอบเวลาที่เลือก
  • อาจเป็นเรื่องยากในการคาดการณ์และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นตลาดอย่างฉับพลัน หรือข่าวสำคัญที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจรบกวนแผนและกลยุทธ์การเทรดที่วางไว้

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): เหมาะสำหรับหุ้น คู่เงินฟอเร็กซ์ และคริปโตเคอร์เรนซี

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): ประมาณวันละ 1 ชั่วโมงในการสแกนตลาดและจัดการออเดอร์

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง

Day Trading คืออะไร และมือใหม่สามารถทำได้หรือไม่?

Day Trading คือการเปิดและปิดออเดอร์ทั้งหมดภายในวันเดียวกัน และโดยทั่วไป ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ เนื่องจากต้องใช้ความเข้มข้นสูง มีแรงกดดันทางอารมณ์ และต้องอาศัยประสบการณ์ค่อนข้างมาก

Day Trading คือการเทรดภายในวันเดียวกันอย่างแท้จริง ลักษณะสำคัญของนักเทรดสายนี้คือจะเปิดและปิดออเดอร์ทั้งหมดภายในวันเทรดเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่านักเทรดจะเทรดเพียงครั้งเดียวต่อวัน ในความเป็นจริง นักเทรดสาย Day มักมีเทคนิคที่ซื้อขายหลายครั้งตลอดทั้งวัน

คุณลักษณะสำคัญอีกประการของ Day Trading คือการเป็น “Flat” เมื่อสิ้นวัน หมายความว่านักเทรดจะปิดทุกออเดอร์ก่อนจบวันเทรด นักเทรดสายนี้มักใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเครื่องมือหลัก โดยใช้ Indicator ต่าง ๆ เช่น RSI, MACD และ Stochastic Oscillator เพื่อช่วยระบุสภาวะตลาดและสนับสนุนการตัดสินใจเทรด

ข้อดีของ Day Trading:

  • มุ่งทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นภายในวันเดียว เปิดโอกาสในการสร้างรายได้ที่รวดเร็วขึ้น
  • ช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากความผันผวนข้ามคืนหรือข่าวไม่คาดคิดที่อาจส่งผลต่อการเทรด
  • ไม่ต้องผูกเงินทุนไว้นาน ทำให้นักเทรดสามารถเข้าถึงเงินได้เมื่อสิ้นสุดวันเทรด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูง

ข้อเสียของ Day Trading:

  • ลักษณะการเทรดที่รวดเร็วและเข้มข้นอาจสร้างแรงกดดันทั้งทางจิตใจและอารมณ์ โดยเฉพาะมือใหม่ที่อาจตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
  • ความเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นอาจได้รับอิทธิพลจากความผันผวนแบบสุ่ม ทำให้แยกแยะได้ยากระหว่างแนวโน้มจริงกับการเคลื่อนไหวชั่วคราว
  • การซื้อขายบ่อยครั้งทำให้ต้นทุนการเทรดสูงขึ้น เช่น ค่าคอมมิชชั่นและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): เหมาะที่สุดสำหรับฟอเร็กซ์ หุ้นขนาดใหญ่ และดัชนีฟิวเจอร์สที่มีความผันผวนสูงภายในวัน

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): โดยทั่วไปประมาณวันละ 4–8 ชั่วโมงในช่วงเวลาที่ตลาดเปิด

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ระดับกลางถึงขั้นสูง

Price Action Trading คืออะไร และทำไมถึงได้รับความนิยม?

Price Action Trading คือการเทรดโดยโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของราคาโดยตรง โดยไม่ใช้ Indicator ทำให้กราฟดูสะอาด เข้าใจง่าย และสามารถปรับใช้ได้กับทุกตลาดและทุกกรอบเวลา

Price Action คือการวิเคราะห์การเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และทิศทางของราคาในช่วงเวลาต่าง ๆ นักเทรดจะสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาเหล่านี้ก่อให้เกิดแนวโน้ม (Trend) หรือรูปแบบราคา (Pattern) อย่างไร แล้วทำการเทรดตามสัญญาณของราคา

ขั้นแรก นักเทรดต้องเลือกกรอบเวลาที่ต้องการเทรด จากนั้นกำหนดกลยุทธ์ Price Action ที่จะใช้ โดยจะมองหาพฤติกรรมราคาหลักในกรอบเวลานั้น ระบุแนวโน้มหรือรูปแบบที่เด่นชัด แล้วเข้าเทรดตามทิศทางของสัญญาณราคา

ข้อดีของ Price Action Trading:

  • ใช้การเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟเป็นหลัก ไม่ต้องพึ่ง Indicator หรือเครื่องมือที่ซับซ้อน
  • ศึกษารูปแบบราคา แนวโน้ม และแท่งเทียน เพื่อเข้าใจจิตวิทยาและอารมณ์ของตลาด ซึ่งอาจช่วยคาดการณ์ทิศทางราคาในอนาคต
  • สามารถนำไปใช้ได้กับหลายตลาดและหลายกรอบเวลา เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจหุ้น ฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ และอื่น ๆ

ข้อเสียของ Price Action Trading:

  • การวิเคราะห์รูปแบบ Price Action อาจมีความเป็นเชิงอัตวิสัย เนื่องจากนักเทรดแต่ละคนสามารถตีความกราฟเดียวกันแตกต่างกันได้
  • การเข้าใจรูปแบบและแนวโน้มของ Price Action อย่างมีประสิทธิภาพมักต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของตลาด
  • รูปแบบ Price Action ไม่ได้แม่นยำ 100% และบางครั้งอาจให้สัญญาณหลอก ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจเทรดที่ผิดพลาด

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): เหมาะสำหรับฟอเร็กซ์ หุ้น คริปโต และสินค้าโภคภัณฑ์

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณวันละ 1–2 ชั่วโมงในการวิเคราะห์กราฟและวางแผนการเทรด

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ตั้งแต่มือใหม่จนถึงระดับสูง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของรูปแบบที่ใช้

Algorithmic Trading คืออะไร และเหมาะสำหรับมืออาชีพเท่านั้นหรือไม่?

Algorithmic trading คือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเปิด–ปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติ ตามกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพ แต่ปัจจุบันเริ่มเข้าถึงเทรดเดอร์รายย่อยที่มีทักษะมากขึ้น

Algo trading คือกลยุทธ์ที่ตั้งชุดคำสั่งไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบทำการเทรดอัตโนมัติ โดยใช้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ราคา เวลา ปริมาณการซื้อขาย รวมถึงสูตรคำนวณและโมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ระบบนี้ทำงานตามกฎที่ตั้งไว้เป็นหลัก ซึ่งกฎเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสัญญาณซื้อหรือขาย จุดเข้าเทรด จุดทำกำไร (Take Profit) จุดตัดขาดทุน (Stop Loss)

หลังจากตั้งค่ากฎเรียบร้อยแล้ว จะมีการแทรกแซงจากมนุษย์น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ยังสามารถปรับปรุงและพัฒนากฎเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อดีของ Algorithmic Trading (Algo Trading):

  • ระบบอัลกอริทึมทำงานด้วยความเร็วสูงมาก สามารถประมวลผลข้อมูลและส่งคำสั่งได้ภายในเสี้ยววินาที
  • ช่วยกำจัดปัจจัยด้านอารมณ์ของมนุษย์ เช่น ความกลัวหรือความโลภ ทำให้การเทรดเป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด
  • สามารถทดสอบกลยุทธ์ย้อนหลัง (Backtest) กับข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ข้อเสียของ Algorithmic Trading (Algo Trading):

  • การพัฒนา ติดตั้ง และดูแลระบบเทรดอัตโนมัติจำเป็นต้องมีทักษะด้านเทคนิคและความรู้ขั้นสูง เช่น การเขียนโค้ด การวิเคราะห์ข้อมูล และการทดสอบระบบ
  • อัลกอริทึมมีความเสี่ยงต่อปัญหาทางเทคนิค เช่น บั๊กของระบบ ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ หรือปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปิดออเดอร์ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ
  • ระบบอัลกอริทึมอาจไม่สามารถปรับตัวได้ดีต่อข่าวด่วนหรือเหตุการณ์ตลาดที่รุนแรงและไม่คาดคิด ส่งผลให้เกิดการขาดทุนที่ไม่ได้วางแผนไว้

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): เหมาะที่สุดสำหรับฟอเร็กซ์ หุ้น และการเทรดคริปโตขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): ใช้เวลามากในช่วงตั้งค่าและทดสอบระบบ หลังจากนั้นใช้เวลาเฝ้าดูเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): เฉพาะระดับสูงเท่านั้น

News Trading คืออะไร และทำงานอย่างไร?

News Trading คือการเทรดโดยอ้างอิงจากข่าวเศรษฐกิจหรือข่าวบริษัทที่มีการประกาศตามกำหนด หรือข่าวด่วน (Breaking news) เพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น

News Trading พึ่งพาเหตุการณ์เชิงปัจจัยพื้นฐานที่สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทุกประเภท เช่น เหตุการณ์ของบริษัท (การประกาศผลประกอบการ) หรือเหตุการณ์เศรษฐกิจมหภาค (ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ)

นักเทรดสายข่าวจะเริ่มจากการระบุเหตุการณ์ที่มีกำหนดล่วงหน้า จากนั้นวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคา และวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับเหตุการณ์นั้น นอกจากนี้ยังพยายามใช้ประโยชน์จากความผันผวนที่เกิดจากข่าวด่วนที่ไม่คาดคิด เป้าหมายหลักคือการทำกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังการประกาศข่าว

ข้อดีของ News Trading:

  • ข่าวสำคัญมักกระตุ้นให้ราคาเคลื่อนไหวรุนแรง สร้างโอกาสในการทำกำไรจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • นักเทรดสายข่าวจะโฟกัสที่เหตุการณ์เฉพาะและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์ปัจจัยได้ชัดเจนกว่าการมองภาพรวมของตลาดทั้งหมด
  • News Trading เหมาะกับตลาดที่มีความผันผวนสูง ซึ่งมักเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว

ข้อเสียของ News Trading:

  • การเทรดตามข่าวมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากปฏิกิริยาของตลาดต่อข่าวมักคาดเดาได้ยาก
  • ตลาดอาจตอบสนองต่อข่าวอย่างผันผวน ราคาแกว่งขึ้นลงรวดเร็วก่อนจะเลือกทิศทางชัดเจน
  • การเข้าเทรดในจังหวะที่ข่าวประกาศออกมาเป๊ะ ๆ เป็นเรื่องท้าทาย เพราะราคามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): เหมาะที่สุดสำหรับฟอเร็กซ์ หุ้น และดัชนี ในช่วงประกาศงบหรือข่าวเศรษฐกิจสำคัญ

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า และติดตามตลาดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการประกาศข่าว

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ระดับกลางถึงขั้นสูง

Trend Trading คืออะไร และทำไมถึงได้ผลดี?

Trend Trading คือกลยุทธ์ที่เทรดตามทิศทางหลักของตลาด โดยซื้อ เมื่ออยู่ในขาขึ้น (Uptrend) ขาย เมื่ออยู่ในขาลง (Downtrend) กลยุทธ์นี้ได้ผลดีเพราะตลาดมักเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้มต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง

แนวคิดหลักคือ ตลาดมักเคลื่อนไหวเป็นเทรนด์มากกว่าการเคลื่อนไหวแบบสุ่ม นักเทรดจึงใช้เครื่องมือและอินดิเคเตอร์เพื่อยืนยันทิศทางและความแข็งแรงของเทรนด์ เช่น เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) เส้นแนวโน้ม (Trendline) หรือ ADX นักเทรดสาย Trend จะโฟกัสที่ Higher highs และ higher lows ในขาขึ้น หรือ Lower highs และ lower lows ในขาลง จุดเข้าเทรดมักมาจาก การย่อตัว (Pullback) หรือ การเบรกเอาท์ (Breakout)

ข้อดีของ Trend Trading:

  • จุดเข้า–ออกออเดอร์อ้างอิงจากสัญญาณต่อเนื่องหรือกลับตัวของเทรนด์ ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
  • เป็นระบบการเทรดแบบมีกฎชัดเจน ช่วยควบคุมอารมณ์และยึดตามแผนได้ดี
  • การโฟกัสภาพรวมของตลาดช่วยลดสัญญาณรบกวนจากความผันผวนระยะสั้น

ข้อเสียของ Trend Trading:

  • เครื่องมืออย่าง Moving Average อาจทำให้เข้า–ออกช้า พลาดช่วงต้นของการเคลื่อนไหว
  • ตลาดผันผวนหรือแกว่งแรงอาจทำให้เทรนด์กลับตัวเร็ว เกิดการขาดทุนแบบ Whipsaw
  • ได้ผลไม่ดีในตลาด Sideways ที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และคู่เงินฟอเร็กซ์ที่มีแนวโน้มชัดเจนระยะยาว

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): ประมาณ 2–4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติดตามออเดอร์

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง

Range Trading คืออะไร และควรใช้เมื่อไร?

Range Trading เป็นกลยุทธ์ที่ทำกำไรจากการแกว่งตัวของราคาระหว่างแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) ซึ่งเหมาะที่สุดกับตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ไม่มีแนวโน้มชัดเจน (Sideways market)

นักเทรดสาย Range จะซื้อ ที่แนวรับ (จุดต่ำของกรอบราคา) และขาย ที่แนวต้าน (จุดสูงของกรอบราคา) แนวคิดหลักคือราคาจะยังคงแกว่งตัวอยู่ภายในกรอบนี้จนกว่าจะเกิดการเบรกเอาท์ (Breakout) เครื่องมือสำคัญที่ใช้ ได้แก่ Oscillator เช่น RSI และ Stochastic เพื่อช่วยระบุภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) และขายมากเกินไป (Oversold)

ข้อดีของ Range Trading:

  • ตลาดที่เคลื่อนไหวในกรอบให้โอกาสในการเข้าเทรดหลายครั้งจากการแกว่งตัวของราคา
  • แนวรับและแนวต้านช่วยกำหนดจุดเข้า–ออกได้ชัดเจน
  • เหมาะกับตลาดที่ไม่มีเทรนด์ ซึ่งกลยุทธ์อื่นอาจได้ผลน้อยกว่า

ข้อเสียของ Range Trading:

  • กำไรถูกจำกัดอยู่ภายในกรอบราคา แตกต่างจากการเทรดตามเทรนด์ที่อาจได้กำไรสูงกว่า
  • ต้องติดตามตลาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อระบุกรอบราคาและจุดเบรกเอาท์
  • ราคาอาจเบรกกรอบอย่างกะทันหันหรือให้สัญญาณหลอก

ความเหมาะสมของตลาด (Market suitability): ฟอเร็กซ์ และหุ้นที่อยู่ในช่วง Sideways

ระยะเวลาที่ต้องใช้ (Time commitment): ประมาณวันละ 1 ชั่วโมงในการติดตามกรอบราคา

ระดับทักษะที่แนะนำ (Recommended skill level): ระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง

องค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การเทรด

กลยุทธ์การเทรดที่แข็งแกร่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • การเลือกตลาด (Market selection): ตัดสินใจว่าตลาดการเงินใดเหมาะกับความสนใจและทักษะของคุณมากที่สุด
  • กรอบเวลาการเทรด (Trading timeframe): เลือกกรอบเวลาที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
  • เงื่อนไขการเข้าและออกออเดอร์ (Entry and exit criteria): กำหนดกฎที่ชัดเจนสำหรับการเปิดและปิดออเดอร์
  • กฎการบริหารความเสี่ยง (Risk management rules): ระบุอย่างชัดเจนว่าคุณจะปกป้องเงินทุนอย่างไร
  • การประเมินผลการเทรด (Performance evaluation): บันทึกและติดตามผลการเทรดอย่างต่อเนื่อง
  • การปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Adaptation and continuous improvement): ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ กลยุทธ์ที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่น

การพัฒนากลยุทธ์การเทรดให้ประสบความสำเร็จ

ปฏิบัติตาม 7 ขั้นตอนนี้เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่มีความเป็นจริงและยั่งยิน:

  1. กำหนดเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของคุณ
  2. เลือกตลาดและกรอบเวลาที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์
  3. ศึกษาและออกแบบกลยุทธ์พร้อมกฎที่ชัดเจน
  4. ทดสอบย้อนหลัง (Backtest) ด้วยข้อมูลในอดีต
  5. ฝึกฝนผ่านบัญชีทดลอง (Demo account)
  6. เริ่มเทรดจริงด้วยขนาดล็อตเล็ก
  7. ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

กลยุทธ์การเทรดแบบดั้งเดิมกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว — และ AI คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เรียนรู้วิธียกระดับแผนการเทรดของคุณด้วย AI Prompts ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับสภาวะตลาดจริง ในบทความล่าสุดของเรา ค้นพบเครื่องมืออัจฉริยะที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเทรดทั้งฟอเร็กซ์และหุ้นได้อย่างเหนือชั้น 

ตารางเปรียบเทียบกลยุทธ์การเทรด

Strategy ข้อดี ข้อเสีย
Swing Trading จับการเคลื่อนไหวของราคาในระยะกลาง ใช้เวลาเฝ้าหน้าจอน้อยกว่า ต้องใช้ความอดทนสูง มีความเสี่ยงจากการถือออเดอร์ข้ามคืน
Position Trading เน้นการเทรดระยะยาว เปิดออเดอร์ไม่บ่อย ความเครียดต่ำ ต้องมีความรู้ตลาดในระดับสูง เงินทุนถูกผูกไว้นาน
Day Trading ไม่มีความเสี่ยงข้ามคืน มีโอกาสทำกำไรสูงจากความผันผวน ใช้เวลามาก มีแรงกดดันทางอารมณ์และจิตใจสูง
Price Action Trading กราฟสะอาด ไม่ใช้ Indicator ใช้ได้กับทุกตลาด ต้องเข้าใจพฤติกรรมราคาอย่างลึกซึ้ง จุดเข้าเทรดขึ้นอยู่กับการตีความ
Algorithmic Trading ระบบอัตโนมัติและรวดเร็ว ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องมีทักษะการเขียนโค้ด ค่าใช้จ่ายสูงในการสร้างและทดสอบระบบ
News Trading ทำกำไรจากความผันผวนช่วงข่าว มีโอกาสได้กำไรเร็ว ความเสี่ยงสูงจาก Slippage ต้องใช้เครื่องมือที่ประมวลผลเร็ว
Scalping ได้กำไรเล็ก ๆ จำนวนมาก ความเสี่ยงต่อครั้งต่ำ ใช้พลังและเวลามาก ต้นทุนสูงจากสเปรด
Trend Following จับการเคลื่อนไหวใหญ่ของตลาด มีกฎการเทรดเรียบง่าย ไม่เหมาะกับตลาด Sideway เข้า–ออกออเดอร์ช้า

กลยุทธ์การเทรดแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

มีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะกับคุณ:

  • จิตวิทยาและพื้นฐานส่วนตัวของคุณ: พิจารณาว่าคุณมีทักษะและลักษณะนิสัยที่เหมาะกับการเทรดแบบไหน
  • เป้าหมายในการเทรด: คุณต้องการเทรดแบบเต็มเวลาหรือเป็นรายได้เสริม?
  • เวลาที่ต้องใช้: คุณสามารถติดตามตลาดได้บ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน?
  • สิ่งที่ “รู้สึกว่าใช่”: ลองใช้กลยุทธ์หลายรูปแบบผ่านบัญชีทดลอง (Demo account) เพื่อดูว่าวิธีไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

แพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับกลยุทธ์การเทรดแต่ละประเภท

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คุณสามารถทดลองผ่านบัญชีทดลอง (Demo account) โดยไม่มีความเสี่ยงต่อเงินทุนของคุณ บัญชีทดลองเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทดสอบกลยุทธ์ภายใต้สภาวะตลาดจริง

ด้วย Hantec Markets คุณสามารถสมัครบัญชีทดลอง และเข้าถึงแพลตฟอร์ม MetaTrader 4® และ MetaTrader 5® เพื่อประสบการณ์การเทรดที่ราบรื่น

ต้องการเริ่มเทรดทันทีหรือไม่? เปิดบัญชีจริงกับ Hantec Markets ได้ภายในไม่กี่นาที และเริ่มต้นการเทรดได้เลย!

นอกจากนี้ อย่าลืมอ่านเคล็ดลับ 9 ข้อสำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์มือใหม่ พร้อมเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่พบบ่อย และสร้างแผนการเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณยังสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับวิธีหลีกเลี่ยง ข้อผิดพลาดที่นักเทรดรายย่อยมักทำ และเรียนรู้ วิธีสร้างแผนการเทรดที่ประสบความสำเร็จ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถาม: ความแตกต่างหลักระหว่าง Swing Trading และ Day Trading คืออะไร?
ตอบ: นักเทรดแบบ Swing จะถือออเดอร์เป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ในขณะที่นักเทรดแบบ Day จะเปิดและปิดออเดอร์ภายในวันเดียวกัน Swing Trading ใช้เวลาติดตามตลาดประมาณวันละ 1 ชั่วโมง ส่วน Day Trading อาจต้องใช้สมาธิตลอดทั้งวัน

ถาม: นักเทรดสามารถใช้กลยุทธ์ Price Action อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร?
ตอบ: โดยการเชี่ยวชาญแนวรับ/แนวต้าน รูปแบบแท่งเทียน และแนวโน้มของกราฟ Price Action จะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้กับกราฟที่สะอาด มีกฎการเทรดที่ชัดเจน และมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี

ถาม: การเทรดด้วยอัลกอริทึม (Algorithmic Trading) เหมาะสำหรับมือใหม่หรือเฉพาะนักเทรดขั้นสูงเท่านั้น?
ตอบ: โดยทั่วไป Algorithmic Trading เหมาะสำหรับนักเทรดระดับสูงเท่านั้น เนื่องจากต้องใช้ทักษะด้านการเขียนโค้ด การทดสอบระบบ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง มือใหม่ควรฝึกฝนการเทรดด้วยตนเองให้เชี่ยวชาญก่อน

ถาม: ควรพิจารณาปัจจัยใดบ้างเมื่อเลือกกลยุทธ์การเทรด?
ตอบ: ควรคำนึงถึงเวลาที่สามารถทุ่มให้ได้ ตลาดที่คุณสนใจ ระดับความเสี่ยงที่รับได้ ทักษะ เงินทุน และความสามารถในการรักษาวินัยภายใต้แรงกดดัน

ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหาของบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้นและไม่ใช่คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะในการซื้อขายในทุกรูปแบบ